วัดป่าบ่อรัง(ธ) - หลักพุทธศาสนาโดยสรุป


หลักพุทธศาสนาโดยสรุป

พิมพ์ PDF

 

หลักพุทธศาสนาโดยสรุป

หลักความเชื่อ

๑.   ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ คือจะสอนให้ผู้นับถือมีปัญญาอย่างแท้จริง

๒. เชื่อถือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุด ซึ่งเทียบได้กับพระเจ้าของศาสนาคริสต์

๓.  เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งที่พัฒนา ได้ คือเชื่อว่าชีวิตไม่ไช่สิ่งตายตัว แต่สามารถพัฒนาได้

๔.  เชื่อความจริง คือเชื่อสิ่งที่ได้พิสูจน์จนเห็นจริงแล้วเท่านั้น

๕.  เชื่อกรรม คือ เชื่อว่าเมื่อเราทำอะไรลงไปด้วยเจตนา มันย่อมมีผลต่อจิตใจเสมอ

๖.   เชื่อความเพียร คือ เชื่อว่าเมื่อมีความพยายามอย่างถูกต้อง ย่อมประสบผลสำเร็จได้

๗.  ไม่เชื่อจากเขาว่ามา คือ ไม่เชื่อจากผูอื่นบอกกล่าวมา  ไม่ว่าจะกรณีใด

๘.  ไม่มีการบังคับให้เชื่อ  คือจะให้อิสระแก่ผู้ที่นับถืออย่างเต็มที่

๙.   ไม่เชื่อเรื่องงมงาย เช่น เรื่องไสยศาสตร์,สิ่งศักดิ์สิทธิ์,ดวงชะตา,โชค,ลาง,ผี,เทวดา เป็นต้น

๑๐.เชื่อเรื่องเวรกรรมจากชาติปางก่อน แต่พุทธศาสนาจะสอนเฉพาะเรื่องในปัจจุบันเท่านั้น

หลักคำสอน

๑.   สอนว่าทุกสิ่งเกิดมาจากเหตุ และจะดับหายไปเมื่อเหตุของมันดับลง

๒. สอนว่าจิตสำคัญที่สุด คือจะให้ความสำคัญแก่จิตมากกว่าวัตถุ

๓.  สอนให้พึ่งตนเอง คือไม่สอนให้อ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือใครมาช่วย

๔.  สอนให้รักผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เป็นศัตรูกับใคร

๕.  สอนให้ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย งดเว้นอบายมุข สิ่งเสพติด และสิ่งฟุ่มเฟือย

๖.   สอนให้มีสติ อย่าประมาท ให้หมั่นฝึกฝนสมาธิ และอบรมปัญญาอยู่เสมอ

๗.  สอนให้ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย เพื่อที่จิตจะได้นิพพาน

๘.  สอนว่า นิพพาน คือความสงบเย็นของจิตใจ ซึ่งจะเกิดขึ้นขณะที่จิตบริสุทธิ์จากกิเลส

๙.   สอนให้ละเว้นความชั่ว แล้วทำแต่ความดี รวมทั้งทำจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส

    ๑๐. สอนว่า นรก คือ ร้อนใจ,สวรรค์คืออิ่มใจ ในขณะที่กำลังทำความชั่วและความดีอยู่

จบบทที่๑

บทที่ ๒ หลักพื้นฐานพุทธศาสนา

๑.   พุทธศาสนาคืออะไร?

พุทธะ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

พระพุทธเจ้า แปลว่า ผู้รู้สูงสุด ไม่มีใครเทียบเท่า

พุทธศาสนา แปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

๒. ใครคือศาสดา?

พระพุทธเจ้า คือศาสดา(ผู้ก่อตั้ง)ของพุทธศาสนา

๓.  กำเนิดที่ใด?

พุทธศาสนาเกิดขึ้น  ณ ประเทศอินเดีย ก่อนศาสนาคริสต์ ๕๔๓ ปี

๔.  อะไรคือสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด?

ศาสนาในโลกนี้แบ่งได้๒ประเภท อันได้แก่

๑.เทวนิยม  คือประเภทที่ยอมรับนับถือพระเจ้าว่าเป็นสิ่งมีอำนาจสูงสุด เช่นศาสนาคริสต์อิสลาม

๒.อเทวนิยม  คือประเภทที่ยอมรับนับถือพระเจ้าว่าเป็นสิ่งมีอำนาจสูงสุด เช่นศาสนาพุทธ

พุทธศาสนาจะนับถือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งมีอำนาจสูงสุด ที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไป

ซึ่งเทียบได้กับพระเจ้าของศาสนาคริสต์และอิสลาม

๕.คัมภีร์ชื่ออะไร?

   พระไตรปิฏกคือตำรารวบรวมคำสอน(คัมภีร์)ทั้งหมดของพระพุทธศาสนาเอาไว้.

๖.หลักคำสอนโดยสรุปมีว่าอย่างไร?

       หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยสรุปมี ๓ ประการ คือ

       ๑.สอนให้ละเว้นความชั่ว

       ๒.สอนให้ทำความดี

       ๓.สอนให้ทำจิตใจให้บริสุทธิ์

๗.หลักความเชื่อเป็นอย่างไร?

       พระพุทธศาสนามีหลักความเชื่อโดยสรุปดังนี้

      ๑.ไม่เชื่ออะไรงมงายไร้เหตุผล เช่น ไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์  โหราศาสตร์  เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์

เรื่องผี สาง  เรื่องเทวดา นางฟ้า  เรืองนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า  มาดลบันดาลให้เป็นต้น

      ๒.เชื่อสิ่งที่ปรากฏแก่ตนเองจริงๆแล้วเท่านั้น คือจะเชื่อสิ่งที่พิสูจน์ได้แล้วเท่านั้น เชื่อบาปเชื่อบุญ คือผลของกรรม

      ๓.ไม่มีการบังคับให้เชื่อ คือจะให้อิสระแก่ผู้ที่นับถืออย่างเต็มที่

หลักความเชื่อนี้เป็นหลักการที่ตรงกับหลักการของวิทยาศาสตร์นั่นเอง

๘.พุทธศาสนามีกี่นิกาย?

       นิกายหมายถึง พวก หรือ หมู่ ซึ่งพุทธศาสนาในโลกปัจจุบันแบ่งเป็น ๒ นิกายใหญ่ๆคือ

       ๑.มหายาน  ซึ่งมีผู้คนนับถือมากในประเทศจีน ไต้หวัน  เวียดนาม

       ๒.เถรวาท   (หินยาน)ซึ่งมีผู้คนนับถือมากในประเทศไทย  ลาว  พม่า

นิกายเถรวาทจะยึดถือพระไตรปิฏกดั่งเดิมและเคร่งครัดส่วนนิกายมหายานจะดัดแปลงคำสอนใหม่

และไม่ค่อยเคร่งครัด

๙.ประโยชน์จากการนับถือพุทธศาสนาคืออะไร?

        ประโยชน์ที่จะได้รับจากการนับถือพุทธศาสนาก็คือ

       ๑.มีปัญญาไม่โง่เขลา

       ๒.มีหลักในการดำเนินชีวิต

       ๓.มีสุขมากขึ้น  มีทุกข์น้อยลง

๑๐.โครงสร้างพุทธศาสนาเป็นอย่างไร?

         พุทธศาสนาประกอบด้วยโครงสร้างสำคัญ ๓ ประการคือ

            ๑.การเรียนรู้หลักคำสอน

            ๒.การปฏิบัติตามคำสอน

            ๓.การรับผลจากการปฏิบัติ

            การจะถือพุทธศาสนาให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงนั้น จะต้องมีทั้งการเรียนรู้และปฏิบัติจนบังเกิดผลขึ้นมาจริงๆจึงจะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง.

จบบทที่๒

บทที่ ๓ พุทธธรรม

๑.ธรรมะ ๒ ระดับ

            คำว่าธรรมหรือ ธรรมะ ในที่นี้จะหมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งแบ่งออกได้ ๒ ระดับคือ

        ๑.ระดับพื้นฐาน(ศีลธรรม)ซึ่งสอนให้ละเว้นความชัวและทำแต่ความดีซึ่งเอาไว้สอนชาวบ้านทั่วไป

            ๒.ระดับสูง(ปรมัตถธรรม)ซึ่งสอนให้ทำจิตให้บริสุทธิ์  ซึ่งเอาไว้สอนคนที่มีปัญญา

๒.โอวาท ๓ ประการ

            ธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งหมดนี้สามารถสรุปเป็นหลักใหญ่ๆได้ ๓ ประการ อันได้แก่

            ๑.สอนให้ละเว้นการทำความชั่วทั่งปวง

            ๒.สอนให้ทำความดีให้สมบูรณ์

            ๓.สอนให้ทำจิตให้บริสุทธิ์

๓.จุดหมายของพุทธศาสนา

            จุดหมายของพุทธศาสนาในแต่ละระดับก็คือ

            ๑.ระดับพื้นฐานก็คือ เพื่อให้ชีวิตมีความปรกติสุข และเพื่อให้โลกมีสันติภาพ

            ๒.ระดับสูงก็คือ เพื่อความพ้นทุกข์  หรือ  นิพพาน

 

๔.อะไรคือความชั่ว?

        ความชั่วก็คือ การกระทำที่ผู้คนเกลียดชัง ซึ่งสรุปอยู่ที่การเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อนเป็นทุกข์

ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ซึ่งความชัวที่เห็นได้ชัดก็คือ การละเมิดศีล ๕ และการลุ่มหลงอบายมุข ซึ่งต้นตอของความชั่วก็คือ กิเลส

๕.กิเลสคืออะไร

            กิเลส หมายถึง ความสกปรกของจิตใจ ซึ่งมีอยู่ ๓ อาการ ได้แก่

            ๑.ความโลภ คืออยากได้ของผู้อื่น

            ๒.ความโกรธ คืออยากทำร้ายผู้อื่น

            ๓.ความหลง คือหลงผิด ไม่รู้จริง

            ตามธรรมดาจิตใจของเราจะสะอาด หรือบริสุทธิ์ และมีความปรกติสุข แต่เมื่อเกิดอาการของกิเลสขึ้นมาจิตใจก็จะมืดมัวหรือสกปรก และไม่มีความปรกติสุข คือจะมีความเร่าร้อนทรมาน

ขึ้นมาแทน (เกิดความทุกข์)

๖.ความชั่วจากการไม่มีศีล  ๕

            ความชั่วของชาวบ้านก็คือการละเมิด  ศีล ๕ อันได้แก่

            ๑.การฆ่า  หรือทำร้ายสิ่งที่มีชีวิต

            ๒.การลักขโมย  หรือเบียดเบียนทรัพย์สินของผู้อื่น

            ๓.การประพฤติผิดในเรื่องทางเพศ

            ๔.การพูดโกหก

            ๕.การเสพสิ่งเสพติดหรือมึนเมา

        ผู้ที่ไม่มีศีลก็จะไม่มีความปรกติสุข สังคมที่ไม่มีศีลก็จะไม่สงบสุข โลกที่ไม่มีศีลก็จะไม่มีสันติภาพ

๗.อบายมุข  เหตุแห่งความเสื่อม

        อบายมุข แปลว่า ปากทางที่เริ่มไปสู่ความเสื่อม ซึ่งอบายมุขนี้ก็คือสาเหตุของปัญหาสังคมอันได้แก่

            ๑.เล่นการพนัน

            ๒.ดื่มสุราและเสพสิ่งเสพติด

            ๓.การเที่ยวกลางคืน

            ๔.การเป็นนักเลงอันธพาล

            ๕.การคบเพื่อนชั่ว

            ๖.ความเกียจคร้าน

 

๘.อะไรคือความดี?

        ความดีก็คือ การกระทำที่ผู้คนชื้นชม ซึ่งสรุปอยู่ที่การทำให้ผู้อื่นมีความสุขไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ซึ่งความดีนี้แยกได้ ๒ ระดับคือ

            ๑.ความดีขั้นพื้นฐาน อันได้การปฏิบัติหน้าที่และการงานอย่างถูกต้อง

            ๒.ความดีขั้นสูง อันได้แก่การช่วยเหลือผู้อื่นในด้านต่างๆ

            ต้นต่อของความดีก็คือ ปัญญาขั้นต้น(คือความไม่โลภ  ไม่โกรธ  ไม่หลงผิด).

๙.ความดีขั้นสูงคืออะไร?

        ความดีขั้นสูงก็คือการช้วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์ความเดือดร้อนหรือช่วยให้เขามีความสุข

ซึ่งการช่วยนี้ก็สามารถทำได้ ๓ ลักษณะใหญ่ๆ คือ

            ๑.ช่วยด้วยการให้ทรัพย์ หรือสิ่งของ

            ๒.ช่วยด้วยการให้ความรู้  หรือวิชาการ

            ๓.ช่วยด้วยการให้ธรรมะ  หรืออบรมสั่งสอนหลักธรรมะ

            พระพุทธองค์ทรงสอนว่า การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง เพราะธรรมะจะเป็นแสงสว่างของชีวิตทำให้ผู้รับสามารถดำเนินชีวิตไปอย่างถูกต้องคือไม่มีความทุกข์มีแต่ความสงบสุขได้อย่างแท้จริง.

๑๐.บาปคืออะไร?

        บาป คือ การทำชั่ว คือเมื่อเราทำความชั่วใดลงไป ก็เรียกว่าทำบาป ผลของบาปก็คือ

ความรู้สึกทุกข์ใจ เช่นร้อนใจ(นรก)ไม่สบายใจเวลาให้ผลของบาปนั้นก็มีอยู่ ๒ ช่วงคือ

            ๑.ขณะกำลังทำอยู่

            ๒.หลังจากทำเสร็จแล้วระยะหนึ่ง

            ผลของบาปนี้จะมากหรือน้อยและจะตั้งอยู่นานหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรานั้นทำบาปมากหรือน้อย

เพียงใด เปรียบเหมือนกับการที่เรากินอาหารเน่าเสียจำนวนมาก เราก็จะรู้สึกอึดอัดทรมานอยู่นาน

แต่ท่ากินน้อย ก็จะรู้สึกอึดอัดทรมานอยู่ไม่นาน ซึ่งบาปนี้บางทีก็เรียกว่า  กรรมชั่ว  ที่หมายถึงกระทำชั่ว

๑๑.บุญคืออะไร?

        บุญ คือ การทำดี คือเมือเราทำความดีใดลงไป ก็เรียกว่าทำบุญ

            ผลของบุญก็คือ ความสุขใจ เช่น อิ่มใจ(สวรรค์) สบายใจ

            เวลาให้ผลของบุญนี้ก็มีอยู่ ๒ ช่วงคือ

            ๑.ขณะกำลังทำอยู่

            ๒.หลังจากทำเสร็จแล้วระยะหนึ่ง

            ผลของบุญนี้จะมากหรือน้อยและจะตั้งอยู่นานหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรานั้นทำบาปมากหรือน้อยเพียงใดเปรียบเหมือนกับการที่เรากินอาหารที่มีประโยชน์จำนวนมาก เราก็จะรู้สึกอิ่มสบายอยู่นาน

แต่ถ้ากินน้อย ก็จะรู้สึกอิ่มสบายอยู่ไม่นาน ซึ่งบุญนี้บางทีก็เรียกว่าเป็น กรรมดี ที่หมายถึงการกระทำดี.

๑๒.นรก  สวรรค์คืออะไร?

            คำวา  นรก  ของพระพุทธศาสนาจะหมายถึง สภาวะจิตขณะที่กำลังที่เร่าร้อนทรมาน

เพราะทำบาปเอาไว้มาก (เช่นขณะที่เรากำลังร้องไห้เพราะเสียใจมาก)

            คำว่า  สวรรค์  ของพระพุทธศาสนาจะหมายถึง สภาวะจิตที่กำลังมีความสุขใจ หรืออิ่มเอมอย่างยิงเพราะได้ทำความดีเอาไว้มาก(เช่นขณะที่เรากำลังยิ้มร่าเพราะสุขใจมาก)

ส่วนนรกที่อยู่ไต้ดิน และสวรรค์ที่อยู่บนฟ้า ที่จะไปถึงได้ต่อเมื่อตายไปแล้วตามที่เราเคยได้ยินมานั้น

ไม่ใช่ของพุทธศาสนา แต่เป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ที่ปะปนเข้าอยู่ในพุทธศาสนามาช้านานแล้ว

จนทำให้ชาวพุทธหลงเข้าใจผิดคิดว่านี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเราจะต้องเข้าใจจุดนี้เอาไว้ด้วย.

๑๓.นิพพานคืออะไร?

            นิพพาน  แปลว่า  ความสงบเย็นใจ คือเมื่อใดที่จิตของเราเกิดอาการของกิเลสใดๆขึ้นมาจิตของเราก็จะไม่บริสุทธิ์ หรือจะเศร้าหมอง แล้วมันก็เกิดความทุกข์ชนิดต่างๆขึ้นมา ซึ่งจะรุนแรงบ้าง ไม่รุนแรงบ้างตามกิเลสที่เกิดขึ้น แต่ขณะใดที่จิตเรามีสมาธิและปัญญา จิตของเราก็จะบริสุทธิ์ จากกิเลส

แล้วมันก็จะสงบ เยือกเย็น ปลอดโปรง แจ่มใสขึ้นมาทันที ซึ่งนี่คืออาการที่เรียกว่านิพพาน นิพพานนี้ในแต่ละวันเราทุกคนก็พอจะมีกันอยู่บ้าง แต่มีไม่มากหรือไม่ถาวร ถ้าไครมีมากหรือถาวรก็จะเป็น

พระอริยะบุคคล.

๑๔.ธรรมะอยู่ที่จิตใจของเราเอง

            เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ธรรมะของพุทธศาสนาจะอยู่ที่จิตใจของเราเองทั้งสิ้น เพราะพุทธศาสนา

จะสอนเรื่องสภาวะของจิตใจ ไม่สอนเรื่องวัตถุภายนอก คือจะสอนว่า

            เมื่อใดเราทำความดี  จิตก็จะเป็นสุข

            เมื่อใดเราทำความชั่ว  จิตก็จะเป็นทุกข์

            เมื่อใดเราทำจิตให้บริสุทธิ์  จิตของเราก็จะสงบเย็น

            ส่วนเรื่องผลดีหรือผลชั่วทางวัตถุหรือภายนอกนั้นเป็นเรื่องง่ายๆที่ใครๆก็รู้กันอยู่แล้ว

เช่นทำดีแล้วได้รางวัล หรือทำชั่วแล้วถูกลงโทษเป็นต้น  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน  เช่นบางทีทำดีแล้ว

ไม่มีใครรู้ก็ไม่ได้รางวัล หรือคนทำชั่วแล้วปกปิดไว้ได้ก็ไม่ถูกลงโทษเป็นต้น  ดังนั้นพุทธศาสนาจึงไม่สอนเรื่องทางวัตถุภายนอกอย่างนี้ ซึ่งเราควรเข้าใจให้ถูกต้อง มิฉะนั้นอาจจะเกิดความเข้าใจผิดต่อคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้.

๑๕.สรุป  นรก  สวรรค์  นิพพาน

            คนโปราณได้กล่าวเอาไว้ว่า  สวรรค์อยู่ในอก  นรกอยู่ในใจ  และ  นิพพานคือความเย็นใจ

ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ถูกต่องที่สุดดังจะสรุปได้ว่า

            ร้อนใจไปนรก

            ดีใจไปสวรรค์

            เย็นใจไปนิพพาน

            จึงขอให้ทุกคนเข้าใจหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้องเพื่อที่จะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดจากการเรียนรู้หลักธรรมะของพุทธศาสนาและไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วมาพบพระพุทธศาสนา.

๑๖.ตายแล้วไปไหน?

            ตามหลักพุทธศาสนาแล้วสอนว่าตายแล้วไปตามกฏแห่งกรรมของชาติปัจจุบัน  แต่จะสอนให้คิดว่า เมื่อเทียนดับ แสงสว่างหายไป? คือร่างกายก็เหมือนแท่งเทียน

จิตใจก็รับผลของกรรมเหมือนแสงสว่างที่เกิจากเปลวเทียนที่ถูกไหม้ เมื่อเปลวไฟเทียนดับแสงสว่าง

ก็จะดับหายตามไปด้วย เมื่อจุดไฟใหม่ แสงสว่างก็กลับมามีอีกคือดวงจิตมี ภพ  ชาติ  ใหม่

ซึ่งนี่เป็นการคิดตามหลักวิทยาศาสตร์

จบบทที่ ๓

บทที่ ๔ คุณธรรมประจำใจ

 ๑. การบูชา

            การบูชานั้นมีอยู่ ๒ ประเภท อันได้แก่

            ๑. อามิสบูชา คือบูชาด้วยสิ่งของ เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน ซึ่งเป็นการบูชาที่ผิวเผิน

            ๒. ปฏิบัติบูชา คือ การบูชาด้วยการปฏบัติตามคำสอน ซึ่งเป็นการบูชาที่แท้จริง

 ๒. บุคคลหาได้ยากในโลก

            บุคคลที่จัดว่าหาได้ยากยิ่งในโลกนั้นก็ได้แก่

๑.บุพพการี คือผู้ที่ทำอุปการคุณก่อนโดยไม่หวังผลตอบแทน

๒.กตัญญูกตเวที คือผู้ที่รู้คุณและตอบแทนคุณผู้มีอุปการคุณก่อน

            สิ่งที่มีคุณต่อเรานั้นมีมากมาย ซึ่งก็ได้แก่ พระพุทธเจ้า,พ่อแม่,ครูอาจารย์,พระมหากษัตริย์,

แม้ข้าราชการหรือบุคคลที่ดี,รวมทั้งสัตว์และป่าไม้ ซึ่งจัดเป็นบุพพการีของที่เราจะต้องรู้ซึ้งถึงพระคุณของเหล่านั้นและตอบแทนคุณของเขาอย่างหมาะสม อันได้แก่

การตอบแทนคุณของพระพุทธเจ้าที่ทรงนำธรรมะสั่งสอนเราก็คือการปฏิบัติตามหลักธรรมและเผยแพร่คำสอนต่อไป

การตอบคุณของพ่อแม่ที่ช่วยเลี้ยงเรามาก็คือเลี้ยงท่านเมื่อท่านแก่เฒ่า เชื่อฟังท่าน รับใช้ท่าน เป็นต้น

การตอบแทนคุณของครูอาจารย์ที่ช่วยสั่งสอนเราก็คือ เชื่อฟัง,ขยันเรียน,รับใช้ท่าน เป็นต้น

การตอบแทนคุณของพระมหากษัตริย์ที่ช่วยปกป้องชาติให้สงบสุขก็คือเทิดทูลพระองค์ รักสามัคคีกัน

การตอบแทนคุณของข้าราชการหรือบุคคลที่ดีต่อเราก็คือปฏิบัติตามกฎหมาย ช่วยเหลือสังคม

การตอบแทนคุณของสัตว์ป่าและป่าไม้ที่ช่วยให้เรามีปัจจัย๔และมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายก็คือ ประหยัด-

อนุลักษณ์ธรรมชาติ  ไม่ทำลายธรรมชาติ

๓.ธรรมที่ช่วยปกป้องรักษา

            การปฏิบัติที่จะช่วยให้เราปลอดภัยจากความทุกข์ ความเดือดร้อนทั้งหลายได้แก่

            ๑.สติ  คือระลึกได้  หรือยังจำอะไรๆได้อยู่ไม่หลงลืม

            ๒.สัมปชัญญะ  คือรู้สึกอยู่ว่ากำลังทำอะไรอยู่

๔.ธรรมอันทำให้งดงาม

            คุณธรรมที่จะทำให้งดงามจนมีผู้คนชื่นชมนั้นก็ได้แก่

            ๑.ขันติ คือมีความอดกลั้น อดทนต่อสิ่งที่มายั่วยวน

            ๒โสรัจจะ  คือมีความสงบเสงี่ยม ไม่แสดงอาการไม่ดีออกมา

๕.ธรรมที่ช่วยให้โลกมีสันติภาพ

            การที่โลกจะมีสันติภาพได้มวลมนุษย์จะต้องปฏิบัติตามหลักการโดยสรุปดังนี้คือ

            ๑.หิริ  คือมีความละอายใจต่อการทำบาป

            ๒.โอตตัปปะ  คือมีความแกลงกลัวต่อผลของบาป

๖.การอยู่ในระเบียบวินัยของโรงเรียน

            ผลดีจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆของโรงเรียนก็ได้แก่

            ๑.ตนเองมีความปรกติสุข

            ๒.ครูอาจารย์และเพื่อนที่ดีรักใคร่

            ๓.มีความก้าวหน้าในการเรียน และการงานในอนาคต

            ๔.มีความมั่นคงในชีวิต

๗.การฝ่าฝืนระเบียบวินัยของโรงเรียน

            ผลเสียจากการฝ่าฝืนกฎระเบียบต่างๆของโรงเรียนก็ได้แก่

            ๑.ตนเองไม่มีความปรกติสุข (ถูกทำโทษ)

            ๒.ครูอาจารย์และเพื่อนที่ดีรังเกียจ

            ๓.ไม่มีความเจริญก้าวหน้าในการเรียนและการงานในอนาคต

            ๔.ไม่มีความมั่นคงในชีวิต

๘.ประโยชน์จากความขยัน

            ๑.เรียนเก่ง  ทำงานเก่ง(เก่ง)

            ๒.มีความรู้มาก  มีทรัพย์มาก(รวย)

            ๓.คนดีชื่นชอบ  มีเกียรติ(สวย)

            ๔.ชีวิตเจริญและมั่นคง(ดี)

๙.โทษจากความเกียจคร้าน

           ๑.เรียนแย่ ทำงานแย่(แย่)

       ๒.โง่เขลา ยากจน(โง่)

           ๓.คนดีรังเกียจ ด้อยเกียจ(โซ)

          ๔.ชีวิตตกต่ำและไม่มั่นคง(จน)

๑๐. คุณประโยชน์จากความประหยัด

         ๑.มีทรัพย์มาก(รวย)

         ๒.ชีวิตไม่เดือดร้อน

         ๓.ชีวิตมีความสุขมาก

         ๔.มีความมั่นคงในชีวิต

๑๑.โทษจากความฟุ่มเฟือย

        ๑.ขาดแคลนทรัพย์(จน)

        ๒.ชีวิตเดือดร้อน

        ๓.ชีวิตมีความสุขน้อย

        ๔.ชีวิตขาดความมั่นคง

จบบทที่ ๔

บทที่ ๕ พุทธประวัติ

๑.เจ้าชายสิทธัตถะ

            พระพุทธเจ้านั้นเดิมคือเจ้าชายสิทธัตถะจากตระกูล โคตรมะ(โคดม) เป็นโอรสของพระเจ้า

สุทโธทนะ ผู้ครองเมืองกบิลพัสด์ ของประเทศอินเดียสมัยนั้น(ประมาณ๒๖๐๐ปีมาแล้ว)

มีพระราชมารดาทรงพระนามว่าพระนางสิริมหามายา หลังจากประสูติได้ ๗ วันพระมารดาก็สวรรคต พระนางประชาปดีโคตรมี ซึ่งเป็นพระน้านาง(น้องของแม่) ก็ได้เป็นผู้เลี้ยง ดูพระกุมาสิทธัตถะ  สืบมา

(เป็นแม่เลี้ยง).

 ๒. อภิเษกสมรส

          เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะโตขึ้นก็ได้ศึกษาศิลปะวิทยาทุกแขนงเท่าท่มีอยู่ใสมัยนั้นจนแตกฉานพออายุได้ ๑๖ พรรษาก็ได้  อภิเษกสมกับพระนางโสธรา(หรือพิมพา)และมีพระโอรสองค์หนึ่งพระนามว่า  ราหุล 

๓.เสด็จออกผนวช

       หลังจากได้เสพสุขอย่างเต็มที่เท่าที่จะหาได้ในสมัยนั้นแล้ว ก็ทรงเกิดความเบื่อหน่ายเพราะทรงมองเห็นว่าความสุขนั้นไม่ยั่งยืน ไม่ช้าความแก่และความตายก็จะนำความทุกข์อันใหญ่หลวงมาไห้.

            เมื่อพิจารณาได้ดังนั้นจึงทรงละทิ้งทรัพย์สมบัติและความสุขสบายทั้งหลาย แล้ว เสด็จออกผนวช

เป็นนักบวชเพื่อแสวงหาความพ้นทุกข์อย่างพวกฤาษี ทั้งหลายของสมัยนั้นที่ปฏิบัติกันอยู่ โดยมี

ปัญจวัคคีย์ทั้ง๕ ซึ่งออกบวชตามไปด้วย ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา

๔.ทรงตรัสรู้อริยสัจ๔

            เมื่อออกบวชแล้วก็ได้ทรงไปศึกษาวิทีการดับทุกข์โดยการใช้สมาธิสูงๆจากเจ้าลัทธิที่โด่งดังของยุคนั้น แต่ก็ไม่ทรงพอพระทัยเพราะยังดับทุกข์ไม่ได้จริง จากนั้นก็ได้ทรงทดลองทรมานร่างกายอย่างแสนสาหัส ตามความเชื่อของบางลัทธิที่ว่าจะทำให้หมดทุกข์ได้ แต่ก็ยังดับทุกข์ไม่ได้.

            ต่อมาทรงละเลิกการทรมานรางกาย แล้วหันมาค้นคว้าด้วยพระองค์เอง ซึ่งช่วงนี้เองที่ปัญจวัคคีย์ทั้ง๕ได้หลีกหนีเพราะคิดว่าพระองค์ทรงละความเพียรเสียแล้ว ซึ่งวิทีการของพระองค์ก็คือทำจิตให้เป็น

สมาธิแล้วใช้ปัญญาพิจารณาหาสาเหตุของความทุกข์ จนกระทั่งพบ แล้วก็ทรงปฏิบัติจนสามารถดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง.

            การที่พระองค์ทรงค้นพบและปฏิบัติจนดับทุกข์ได้จริงนี้เองที่เรียกว่าการตรัสรู้(ได้รู้สิ่งที่ประเสริฐ) ซึ่งสิ่งที่ทรงตรัสรู้นี้เรียกว่า อริยสัจ๔(ความจริงอันประเสริฐ๔ประการ)ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติ

เพื่อความพ้นทุกข์(ดับทุกข์)โดยทรงใช้เวลาในการค้นคว้าอยู่ถึง๖ปีจึงตรัสรู้

๕.ทรงประกาศศาสนา

            หลังจากตรัสรู้แล้วก็ได้เสด็จตามไปสอนปัญจวัคคีย์ทั้ง๕จนได้ตรัสรู้ตามและขอบวชเป็นภิษุ

เพื่อปฏิบัติตามพระพุทธองค์ และช่วยกันเผยแผร่คำสอนหลักอริยสัจ๔นี้ให้แพร่หลายจนมีผู้ศรัทธาและ

มาขอบวชตามเป็นภิษุอีกมากมายและต่อมาก็มีเศรษฐี กษัตริย์ และผู้มีปัญญาของยุคนั้นหันมานับถือ

พระพุทธองค์อย่างมากมาย จนทำให้ธรรมะของพระองค์เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งในยุคนั้น ซึ่งในยุคนั้นจะเรียกคำสอนของพระพุทธองค์ว่า ธรรมะของพระสมณะโคดม.

๖.ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน

            หลังจากทรงสอนธรรมะแก่มหาชนมาถึง๔๕ปีซื่งก็ทรงชราภาพมากแล้ว พร้อมทั้งยังทรงป่วย

เป็นโรคลงพระโรหิต(ถ่ายเป็นเลือด)จึงทรงปลงอายุสังขาร(กำหนดเวลาตาย)และเสด็จดับ

ขันธปรินิพพาน(ตาย) ณ เมืองกุสินารา อันเป็นเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งของอินเดียในยุคนั้น

ซึ่งทรงมีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา.

 

 

 

สถิติการเข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้20
mod_vvisit_counterเมื่อวาน163
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้20
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่ผ่านมา1095
mod_vvisit_counterเดือนนี้2484
mod_vvisit_counterเดือนที่ผ่านมา2404
mod_vvisit_counterรวม40778

ออนไลน์ (20 นาทีที่ผ่านมา) : 3
IP ของคุณ : 54.161.118.57
,
วันที่ 20 ก.ค. 2019
Joomla ExtensionsBangla MusicDrupal Moduleswordpress pluginsBangla NewspaperDownload Online VideoWeb DevelopmentPhp Programming

ฟรีบริการเก็บสถิติเว็บไซด์